การเลือกขนาดถังเก็บน้ำ ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสถานประกอบการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงงาน หรือรีสอร์ท เพราะ “น้ำ” คือทรัพยากรหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทุกวัน ตั้งแต่การทำความสะอาด การผลิต ไปจนถึงการบริการลูกค้า หากเลือกขนาดถังเก็บน้ำที่เล็กเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอในช่วงเวลาสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำประปาไม่ไหลหรือแรงดันตก แต่หากเลือกถังที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองงบประมาณและพื้นที่จัดวางโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องขนาดถังเก็บน้ำที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนแรกของการวางแผนระบบน้ำในสถานที่ประกอบการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และมั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะไม่สะดุดแม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บทความนี้จะพาคุณมาดูเคล็ดลับง่าย ๆ ในการเลือกขนาดถังเก็บน้ำให้ “พอดี” กับความต้องการของร้านค้า โรงงาน หรือรีสอร์ทของคุณ
ก่อนจะเลือกซื้อขนาดถังเก็บน้ำ สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ “ปริมาณการใช้น้ำต่อวัน” ของสถานที่นั้น ๆ อย่างละเอียด เพราะลักษณะการใช้น้ำของแต่ละธุรกิจแตกต่างกันไป ร้านอาหารมักใช้น้ำจำนวนมากในการล้างภาชนะ ทำความสะอาด และปรุงอาหาร ส่วนโรงงานต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตหรือหล่อเย็นเครื่องจักร ขณะที่รีสอร์ทและโรงแรมจำเป็นต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับผู้เข้าพักตลอดทั้งวัน หากประเมินการใช้น้ำไม่ถูกต้อง อาจทำให้ขนาดถังเก็บน้ำที่เลือกเล็กเกินไปจนไม่พอใช้ หรือใหญ่เกินความจำเป็นจนสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำย้อนหลังจากใบแจ้งค่าน้ำของเดือนก่อน ๆ หากมีข้อมูลดังกล่าว สามารถนำมาคำนวณค่าเฉลี่ยต่อวันได้ง่าย โดยนำปริมาณการใช้น้ำต่อเดือนมาหารด้วยจำนวนวันในเดือนนั้น จะได้ตัวเลขประมาณการที่ค่อนข้างแม่นยำ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการใช้น้ำสม่ำเสมอ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร หรือโรงงานผลิต
หากไม่มีข้อมูลการใช้น้ำย้อนหลัง สามารถประเมินปริมาณการใช้น้ำจากลักษณะของธุรกิจได้ โดยอ้างอิงจากรูปแบบการใช้งานทั่วไปในแต่ละประเภท ดังนี้:
ตัวเลขเหล่านี้สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการเลือกขนาดถังเก็บน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการจริงของธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบน้ำจะเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน
เมื่อทราบปริมาณการใช้น้ำต่อวันแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดจำนวนวันที่ต้องการสำรองน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปแนะนำให้มีน้ำสำรองอย่างน้อย 1–2 วัน เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน เช่น น้ำประปาไม่ไหลหรือปั๊มน้ำเสีย
สูตรคำนวณขนาดถังเก็บน้ำเบื้องต้น : ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อวัน × จำนวนวันที่ต้องการสำรอง = ความจุของถังเก็บน้ำที่เหมาะสม
ตัวอย่าง : รีสอร์ทขนาด 20 ห้อง ใช้น้ำห้องละ 250 ลิตรต่อวัน ต้องการสำรองไว้ 2 วัน จะได้ 250 × 20 × 2 = 10,000 ลิตร ดังนั้นควรเลือกขนาดถังเก็บน้ำรวมประมาณ 10,000 ลิตรขึ้นไป อาจแบ่งเป็นถัง 5,000 ลิตร 2 ถัง เพื่อความสะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษา
สำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโต เช่น รีสอร์ทที่อาจเพิ่มจำนวนห้องพัก หรือโรงงานที่มีแผนขยายสายการผลิต ควรเผื่อความจุของถังเก็บน้ำไว้ประมาณ 20–30% จากค่าที่คำนวณได้ เพื่อรองรับการใช้น้ำที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ หากอยู่ในพื้นที่ที่น้ำประปาไหลอ่อนหรือไม่สม่ำเสมอ ก็ควรเลือก ขนาดถังเก็บน้ำที่ใหญ่กว่าค่าเฉลี่ย เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำใช้เพียงพอตลอดเวลา
หลังจากคำนวณปริมาณการใช้น้ำและเลือกขนาดถังเก็บน้ำที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการพิจารณาพื้นที่ติดตั้งและความแข็งแรงของโครงสร้างรองรับ เพราะถึงแม้จะเลือกถังเก็บน้ำขนาดพอดีกับการใช้งาน แต่หากพื้นที่ไม่เหมาะสม หรือโครงสร้างรับน้ำหนักไม่เพียงพอ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ถังเอียง แตก หรือระบบท่อรั่วซึมได้ในระยะยาว
เริ่มจากการสำรวจตำแหน่งติดตั้งถังเก็บน้ำว่ามีพื้นที่เพียงพอหรือไม่ ทั้งในแนวราบและแนวสูง สำหรับร้านค้า รีสอร์ท หรือบ้านพัก มักนิยมวางถังไว้บริเวณด้านหลังอาคารหรือพื้นที่โล่งใกล้ปั๊มน้ำ ส่วนโรงงานหรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ อาจติดตั้งบนแท่นคอนกรีตหรือดาดฟ้า เพื่อให้แรงดันน้ำไหลสม่ำเสมอ ทั้งนี้ควรเว้นระยะรอบถังให้เหมาะสมสำหรับงานซ่อมบำรุงในอนาคต เช่น อย่างน้อยด้านละ 50 เซนติเมตร
หากพื้นที่มีข้อจำกัด เช่น แคบหรือมีหลังคาบัง ควรเลือกถังทรงสูงแนวตั้ง หรือใช้ถังขนาดเล็กหลายใบต่อพ่วงกันแทนถังใหญ่ใบเดียว วิธีนี้จะช่วยประหยัดพื้นที่และยังสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายและดูแลรักษา
พื้นหรือแท่นรองรับถังเก็บน้ำต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ เนื่องจากถังขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะเมื่อบรรจุน้ำเต็มถัง เช่น ถังขนาด 1,000 ลิตร จะมีน้ำหนักรวมประมาณ 1 ตัน ดังนั้นควรใช้ฐานรองที่ทำจากวัสดุทนแรงกด เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือ แท่นรองโลหะ ที่ออกแบบมาสำหรับถังน้ำโดยเฉพาะ
ในกรณีที่ต้องติดตั้งถังบน ดาดฟ้า หรือ ชั้นบนของอาคาร ควรให้ วิศวกรโครงสร้าง ตรวจสอบความสามารถในการรับน้ำหนักก่อนเสมอ หากพื้นมีความแข็งแรงไม่เพียงพอ อาจเกิดการทรุดตัว แตกร้าว หรือสร้างความเสียหายต่อทั้งถังและตัวอาคาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้
แจ้งควรเลือกวัสดุที่ทนต่อรังสี UV และไม่เป็นตะไคร่น้ำ เช่น ถังโพลีเอทิลีน (PE) หรือไฟเบอร์กลาสที่มีสารกัน UV เคลือบผิว สำหรับพื้นที่ที่มีแดดแรงตลอดวัน ควรมีหลังคาหรือกันสาดช่วยป้องกัน เพื่อยืดอายุการใช้งานของถังเก็บน้ำและอุปกรณ์ต่อพ่วง
นอกจากนี้ ควรจัดให้ตำแหน่งถังเก็บน้ำอยู่ใกล้แหล่งน้ำเข้าหรือจุดติดตั้งปั๊มน้ำ เพื่อช่วยลดความยาวของท่อและแรงดันตก รวมถึงเว้นพื้นที่ทางเดินไว้ให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาทำความสะอาดหรือซ่อมบำรุงได้สะดวก
อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคิดล่วงหน้าเมื่อเลือกขนาดถังเก็บน้ำคือการขยายระบบในอนาคต หากมีแนวโน้มว่าธุรกิจจะขยายกิจการ เช่น รีสอร์ทเพิ่มจำนวนห้องพัก หรือโรงงานเพิ่มไลน์การผลิต ควรวางแผนพื้นที่เผื่อไว้สำหรับติดตั้งถังเก็บน้ำเพิ่มในอนาคต การเผื่อพื้นที่ล่วงหน้าไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ แต่ยังทำให้สามารถเพิ่มขนาดถังเก็บน้ำได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องรื้อระบบเดิม
แม้จะคำนวณปริมาณการใช้น้ำอย่างรอบคอบแล้ว การเตรียมถังสำรองถือว่าสำคัญสำหรับทุกสถานประกอบการ เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น น้ำประปาหยุดไหล ไฟฟ้าดับ ปั๊มน้ำขัดข้อง หรือภัยแล้งในช่วงฤดูร้อน การมีถังสำรองที่มีขนาดถังเก็บน้ำเพียงพอจะช่วยให้ร้านค้า โรงงาน หรือรีสอร์ท สามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่สะดุด
การคำนวณปริมาณน้ำสำรองสามารถใช้สูตรเดียวกับการคำนวณขนาดถังเก็บน้ำแต่ให้เพิ่ม “จำนวนวันสำรอง” เข้าไปอีกหนึ่งหรือสองวัน ตัวอย่างเช่น หากโรงงานหนึ่งใช้ปริมาณน้ำเฉลี่ยวันละ 5,000 ลิตร และต้องการสำรองไว้ 2 วัน ควรเตรียมถังเก็บน้ำอย่างน้อย 10,000 ลิตร เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตจะไม่หยุดชะงักแม้ในวันที่น้ำประปาไม่ไหล
ในกรณีของรีสอร์ทหรือโรงแรม ซึ่งมีลูกค้าเข้าพักอย่างต่อเนื่อง ควรมีน้ำสำรอง ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของปริมาณการใช้น้ำต่อวัน เพราะนอกจากการใช้น้ำในห้องพักแล้ว ยังมีส่วนของครัว ร้านอาหาร และสระว่ายน้ำที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก
สภาพแวดล้อมของพื้นที่ตั้งธุรกิจมีผลโดยตรงต่อการกำหนดขนาดถังเก็บน้ำ หากตั้งอยู่ในเขตที่น้ำประปามีความ ไม่สม่ำเสมอ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องพึ่งพา น้ำบาดาล ควรเลือกถังเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์ ในทางกลับกัน หากธุรกิจตั้งอยู่ใน เขตเมืองที่มีระบบประปาเสถียร อาจเลือกใช้ถังขนาดกลางแทน โดยให้ความสำคัญกับ คุณภาพวัสดุ และ ระบบกรองน้ำ เพื่อความสะอาดและความปลอดภัยของน้ำที่ใช้ภายในอาคาร
การติดตั้งถังน้ำสำรองควรออกแบบให้ทำงานร่วมกับระบบน้ำหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้ทั้งแบบ ถังน้ำต่อพ่วง หรือ ถังสำรองแยก เพื่อให้สลับการใช้งานได้ตามความต้องการ ตัวอย่างเช่น รีสอร์ทอาจติดตั้งถังเก็บน้ำขนาด 5,000 ลิตร จำนวน 2 ใบ เชื่อมเข้ากับระบบปั๊มอัตโนมัติ เมื่อถังหลักน้ำหมด ระบบจะสลับไปใช้ถังสำรองทันทีโดยไม่ทำให้การใช้น้ำของผู้เข้าพักสะดุด
นอกจากนี้ควรติดตั้ง วาล์วควบคุมการไหลของน้ำ และ ระบบตรวจเช็กระดับน้ำ เพื่อช่วยติดตามปริมาณน้ำในถังได้ตลอดเวลา ลดความเสี่ยงที่น้ำจะหมดโดยไม่รู้ล่วงหน้า และช่วยให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เนื่องจากถังเก็บน้ำสำรองมักไม่ได้ถูกใช้งานบ่อย จึงควรมีการตรวจสอบสภาพถังและระบบท่อเป็นประจำอย่างน้อยทุก 3–6 เดือน เพื่อตรวจหา ตะไคร่น้ำ, เศษดิน, และ จุดรั่วซึม ที่อาจเกิดขึ้น การทำความสะอาดถังอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งาน แต่ยังช่วยให้น้ำสำรองมีความสะอาดและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานเสมอ
สำหรับโรงงานหรือรีสอร์ทขนาดใหญ่ ควรติดตั้ง ระบบกรองน้ำก่อนเข้าสู่ถังเก็บน้ำ เพื่อช่วยรักษาคุณภาพน้ำ ลดการสะสมของตะกอน และลดภาระในการทำความสะอาดถังในระยะยาว
การเลือกขนาดถังเก็บน้ำสำรองควรเผื่อปริมาณน้ำให้ มากกว่าความต้องการจริงเล็กน้อย เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำประปาไม่ไหลหรือแรงดันน้ำลดลง หากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ สามารถใช้ ถังขนาดเล็กหลายใบต่อพ่วงกัน แทนการใช้ถังใบใหญ่ใบเดียว ช่วยให้ติดตั้งง่ายและดูแลรักษาสะดวกกว่า
นอกจากนี้ควรเลือก วัสดุถังที่เหมาะกับสภาพแวดล้อม เช่น ถัง PE หรือถังสแตนเลสที่ทนแดดและไม่เกิดสนิม ส่วนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม ควร ยกถังบนแท่นสูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำขังและเพิ่มความปลอดภัยในระยะยาว
การเลือกวัสดุของถังเก็บน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานและความปลอดภัยในการใช้น้ำ สภาพแวดล้อมรอบบริเวณติดตั้ง เช่น แสงแดดจัด, ลมแรง, ฝนตกบ่อย, หรือ ความชื้นสูง สามารถทำให้วัสดุบางชนิดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หากเลือกวัสดุไม่เหมาะสม อาจทำให้ถังเกิดการแตกร้าว รั่วซึม หรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร
ถังเก็บน้ำแบบโพลีเอทิลีน (PE) เป็นตัวเลือกยอดนิยม เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และทนทานต่อรังสี UV โดยเฉพาะรุ่นที่มีสารป้องกันแสงแดดซึ่งสามารถใช้งานกลางแจ้งได้ยาวนานหลายปี ถัง PE ยังมีคุณสมบัติ ไม่เป็นสนิม, ทำความสะอาดง่าย, และเหมาะสำหรับร้านค้า รีสอร์ท รวมถึงโรงงานขนาดเล็กถึงปานกลาง
ถังเก็บน้ำสแตนเลสเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการน้ำสะอาดคุณภาพสูง เช่น ร้านอาหาร โรงแรม หรือโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากวัสดุ ไม่เกิดสนิม, ทนความร้อน, และ ไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ จึงช่วยรักษาคุณภาพน้ำได้ดี สามารถติดตั้งได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง
อย่างไรก็ตาม ถังสแตนเลสมี น้ำหนักมาก, ราคาสูงกว่าแบบ PE, และต้องมี ฐานรองรับที่แข็งแรง เพื่อความปลอดภัยและการใช้งานที่ยาวนาน
ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสมีความแข็งแรงสูง ทนต่อแรงกระแทกและทนต่อสารเคมีบางชนิดได้ดี จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการถังขนาดใหญ่หรือการใช้งานหนัก เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการที่มีความต้องการน้ำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ถังประเภทนี้มักมี ราคาสูงกว่า ถังทั่วไป และ จำเป็นต้องติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน
นอกจากการเลือกวัสดุถังเก็บน้ำให้เหมาะสมแล้ว ควรพิจารณา ขนาดถัง และ จำนวนถัง ให้สอดคล้องกับพื้นที่และความต้องการใช้น้ำด้วย หากพื้นที่มีจำกัด การใช้ ถังหลายใบต่อพ่วงกัน แทนถังใบใหญ่เพียงใบเดียวจะช่วยให้ติดตั้งง่ายและบำรุงรักษาสะดวกขึ้น
ในกรณีที่มีพื้นที่เพียงพอและต้องการปริมาณน้ำสำรองจำนวนมาก การเลือก ถังใบใหญ่ ที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพอากาศจะตอบโจทย์มากกว่า ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำและความคุ้มค่าในระยะยาว
การพิจารณาขนาดถังเก็บน้ำควรคำนึงถึง ระบบท่อและปั๊มน้ำ ด้วย เนื่องจากระบบเหล่านี้มีผลต่อ แรงดันน้ำ, ปริมาณการไหล, และ ความสะดวกในการใช้งาน หากออกแบบระบบท่อหรือปั๊มไม่เหมาะสม แม้ถังเก็บน้ำจะมีขนาดใหญ่เพียงพอ แต่การจ่ายน้ำจริงอาจไม่เต็มประสิทธิภาพ และส่งผลต่อความต่อเนื่องของการใช้น้ำ
ปั๊มน้ำควรมีความสามารถเพียงพอในการจ่ายน้ำจากถังไปยังจุดใช้งาน หากปั๊มมี แรงดันต่ำ และท่อมี ความยาวมาก อาจทำให้แรงดันน้ำตก ส่งผลให้การใช้งานใน ห้องน้ำ, ครัว, หรือสายการผลิต ไม่สะดวก ดังนั้น แม้ถังเก็บน้ำจะมีขนาดใหญ่ การไม่มีปั๊มรองรับที่เหมาะสม อาจทำให้น้ำในถัง สะสมมากเกินความจำเป็น และไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ขนาดและความยาวของท่อมีผลโดยตรงต่อ การไหลและแรงดันน้ำ ท่อที่มีขนาดเล็กหรือยาวเกินไปอาจทำให้แรงดันลด การวางระบบท่อควรสอดคล้องกับ ขนาดถังเก็บน้ำ เพื่อให้สามารถจ่ายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยลดการสะสมความดันในจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งจะช่วย ยืดอายุท่อ และลดความเสี่ยงการรั่วซึม
ตำแหน่งของถังและการเชื่อมต่อกับปั๊ม และ ท่อ มีผลโดยตรงต่อการไหลของน้ำ ถังควรอยู่ในตำแหน่งที่ปั๊มสามารถ ดูดน้ำได้ง่าย และไม่สร้างแรงดันย้อนกลับสูงเกินไป หากการติดตั้งบน ดาดฟ้า ควรคำนวณ ความสูงของถัง และ แรงดันปั๊ม ให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกจุดใช้น้ำสามารถจ่ายน้ำได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ
สำหรับธุรกิจที่อาจขยายตัว เช่น รีสอร์ทที่เพิ่มจำนวนห้องพัก หรือโรงงานที่เพิ่มสายการผลิต ควร เผื่อขนาดถังเก็บน้ำและขนาดท่อ ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การวางระบบท่อและปั๊มโดยเผื่อการขยาย จะช่วย ลดค่าใช้จ่าย และ ลดความยุ่งยาก เมื่อต้องปรับปรุงหรือขยายระบบน้ำในภายหลัง
การเลือกขนาดถังเก็บน้ำ ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในร้านค้า โรงงาน หรือรีสอร์ท การประเมินปริมาณการใช้น้ำต่อวันและเผื่อสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินช่วยให้ธุรกิจดำเนินได้ต่อเนื่องแม้น้ำประปาจะขัดข้อง การพิจารณาพื้นที่ติดตั้ง โครงสร้างรองรับ และวัสดุของถัง เช่น PE, สแตนเลส หรือไฟเบอร์กลาส จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปัญหารั่วซึม นอกจากนี้ ระบบท่อและปั๊มน้ำต้องสอดคล้องกับขนาดถังเพื่อให้แรงดันและการไหลของน้ำมีประสิทธิภาพ การวางแผนอย่างรอบคอบในทุกด้านทั้งปริมาณน้ำ พื้นที่ติดตั้ง วัสดุ และระบบท่อปั๊ม จะช่วยให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่าในระยะยาว
หากสนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ GREENPAC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถังบำบัดน้ำเสีย และถังเก็บน้ำ ภายใต้แบรนด์ GREENPAC และ PCS พร้อมดีไซน์ล้ำสมัย ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ เรามีทีมติดตั้งผู้เชี่ยวชาญให้บริการ พร้อมบริการดูแลสินค้าอย่างครบวงจร เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด
การเลือกขนาดถังเก็บน้ำ ต้องเริ่มจากการประเมินปริมาณการใช้น้ำต่อวันของธุรกิจ เช่น ร้านอาหารอาจต้องใช้น้ำมากกว่าร้านค้าเล็กๆ ส่วนโรงงานหรือรีสอร์ทที่มีหลายห้องพักต้องเผื่อปริมาณมากขึ้น นอกจากนี้ควรเผื่อน้ำสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำประปาขัดข้อง หรือการซ่อมบำรุงระบบน้ำ การเลือกขนาดถังที่เหมาะสมยังต้องพิจารณาพื้นที่ติดตั้ง วัสดุถัง และระบบท่อ-ปั๊มน้ำ เพื่อให้สามารถจ่ายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ
ถังน้ำกลางแจ้งต้องทนต่อแสงแดดและสภาพอากาศ ถังพลาสติก PE ที่มีสารป้องกัน UV จะไม่แตกหรือกรอบง่ายเมื่อโดนแดดนาน ๆ ส่วน ถังสแตนเลส ทนทานต่อการกัดกร่อนและเหมาะกับน้ำร้อนหรือบริเวณที่มีสภาพอากาศรุนแรง ขณะที่ ถังไฟเบอร์กลาส น้ำหนักเบาและแข็งแรง แต่ต้องติดตั้งบนโครงสร้างที่รองรับน้ำหนักได้ดี
ถังน้ำที่ติดตั้ง กลางแจ้ง ต้องทนต่อ แสงแดด และ สภาพอากาศ ต่าง ๆ
การเลือกถังที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจะช่วย ยืดอายุการใช้งาน และลดปัญหาการรั่วซึมหรือเสียหายในระยะยาว
ไม่เสมอไป การเลือก ขนาดถังเก็บน้ำ ขึ้นอยู่กับ ความต้องการใช้น้ำจริง, พื้นที่ติดตั้ง, และ แรงดันปั๊ม
การเลือกขนาดถังที่เหมาะสมจะช่วยให้ น้ำไหลเต็มประสิทธิภาพ และ ลดปัญหาการจัดการน้ำในระยะยาว
โดยทั่วไปควรเผื่อ น้ำสำรอง 20–30% ของปริมาณการใช้น้ำต่อวัน สำหรับเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำประปาขัดข้อง หรือช่วงที่ความต้องการน้ำสูงกว่าปกติ
สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โรงงานหรือรีสอร์ท ที่มีระบบน้ำหล่อเย็นหรือห้องพักจำนวนมาก การเผื่อน้ำสำรองมากขึ้นจะช่วย ลดความเสี่ยง และ ป้องกันการหยุดชะงักของการดำเนินงาน
มีผล เนื่องจากวัสดุบางชนิดมีข้อจำกัดด้านน้ำหนักและความแข็งแรง เช่น ถังสแตนเลส หรือ ถังไฟเบอร์กลาส อาจมีน้ำหนักมากเมื่อบรรจุน้ำเต็ม ทำให้ต้องติดตั้งบนโครงสร้างที่แข็งแรง ขณะที่ถังพลาสติก PE เบากว่าและง่ายต่อการติดตั้ง ดั้งนั้นการเลือกวัสดุจึงต้องสอดคล้องกับขนาดถังเก็บน้ำ และพื้นที่ติดตั้งเพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน
ติดต่อเรา