LINE @

@greenpac

EMAIL

greenpactank@hotmail.com

@greenpac

081 348 1159

EMAIL

การกำจัด BOD และ COD ในระบบถังบําบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของชุมชนเมือง และการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ปริมาณน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำเสียเหล่านี้มักมีสารอินทรีย์ปนเปื้อนในระดับสูง ซึ่งหากไม่ได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ (Aeration Tank) เป็นกระบวนการบำบัดทางชีวภาพที่อาศัยจุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน จึงสามารถลดค่าความสกปรกในรูปของ BOD (Biochemical Oxygen Demand) และ COD (Chemical Oxygen Demand) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความนิยมใช้อย่างแพร่หลายทั้งในชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

คุณภาพของน้ำเสียมักประเมินจากค่าความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (BOD) และค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของระดับความสกปรกและปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ดังนั้นการกำจัดค่า BOD และ COD ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบและปรับปรุงระบบบำบัดให้มีประสิทธิภาพ สามารถลดมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การกำจัด BOD และ COD ในระบบถังบําบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

หลักการทำงานของระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศเป็นกระบวนการบำบัดทางชีวภาพที่อาศัยจุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำเสีย โดยการเติมอากาศลงในถังบำบัดช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ช่วยให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณสารอินทรีย์และค่าความสกปรกของน้ำเสียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

หลักการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์

ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนจะทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสีย โดยใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงานผ่านกระบวนการทางชีวเคมี สารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่มีโครงสร้างง่ายขึ้น เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และมวลชีวภาพใหม่ กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสียลดลง และทำให้ค่า BOD และ COD ลดลงอย่างมีมีประสิทธิภาพ

การเติมอากาศและการผสมในถังบำบัด

การเติมอากาศในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และหัวกระจายอากาศ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ และทำให้เกิดการผสมของน้ำเสียอย่างทั่วถึง การผสมที่มีประสิทธิภาพช่วยให้จุลินทรีย์สัมผัสกับสารอินทรีย์ได้อย่างสม่ำเสมอ ลดการเกิดจุดอับอากาศภายในถัง และส่งเสริมให้กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเกิดตะกอนชีวภาพ (Activated Sludge)

ในระหว่างกระบวนการบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ จุลินทรีย์จะรวมตัวกับสารอินทรีย์และสารแขวนลอย เกิดเป็นตะกอนชีวภาพหรือแอคติเวเต็ดสลัดจ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการดูดซับและย่อยสลายสารอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตะกอนชีวภาพดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการลดค่า BOD และ COD ของน้ำเสีย หลังจากขั้นตอนการเติมอากาศ น้ำจะถูกส่งเข้าสู่ถังตกตะกอนเพื่อแยกตะกอนชีวภาพออกจากน้ำใส โดยตะกอนบางส่วนอาจถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ถังเติมอากาศเพื่อรักษาความเข้มข้นของจุลินทรีย์ในระบบให้เหมาะสม

การควบคุมสภาวะที่เหมาะสมต่อการบำบัด

ประสิทธิภาพของระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ประสิทธิภาพของระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศขึ้นอยู่กับการควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ค่า pH อุณหภูมิ และระยะเวลาการกักเก็บน้ำเสีย หากควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการกำจัด BOD และ COD

ความหมายของ BOD และ COD

BOD และ COD เป็นพารามิเตอร์พื้นฐานที่ใช้ประเมินคุณภาพน้ำเสียและระดับความสกปรกของน้ำ โดยทั้งสองค่าสะท้อนปริมาณสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียในลักษณะที่แตกต่างกัน ค่า BOD แสดงถึงปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ทางชีวภาพ ส่วนค่า COD แสดงถึงปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ทั้งหมดด้วยกระบวนการทางเคมี ดังนั้นการทำความเข้าใจความหมายและความแตกต่างของค่า BOD และ COD จึงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย และการเลือกกระบวนการบำบัดที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับลักษณะของน้ำเสีย

ความหมายของ BOD (Biochemical Oxygen Demand)

ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) หมายถึง ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพในน้ำเสีย ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน โดยทั่วไปนิยมวัดค่า BOD เป็นระยะเวลา 5 วัน ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ค่า BOD จึงเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสารอินทรีย์ที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ หากน้ำเสียมีค่า BOD สูง แสดงถึงการมีสารอินทรีย์ในปริมาณมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดการลดลงของออกซิเจนละลายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ความหมายของ COD (Chemical Oxygen Demand)

ค่า COD (Chemical Oxygen Demand) หมายถึง ปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ทั้งหมดในน้ำเสียด้วยกระบวนการทางเคมี โดยใช้สารออกซิไดซ์ที่มีความรุนแรง เช่น โพแทสเซียมไดโครเมต ค่า COD ครอบคลุมทั้งสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพและสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ยากหรือไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ ดังนั้นค่า COD จึงมักมีค่าสูงกว่าค่า BOD และสามารถใช้เป็นดัชนีประเมินระดับความสกปรกของน้ำเสียได้อย่างรวดเร็ว

ความสัมพันธ์และความสำคัญของค่า BOD และ COD

ค่า BOD และ COD เป็นพารามิเตอร์สำคัญในการประเมินคุณภาพน้ำเสีย และประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย โดยอัตราส่วนระหว่างค่า BOD ต่อ COD สามารถใช้บ่งชี้ความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของน้ำเสียได้ หากอัตราส่วนดังกล่าวมีค่าสูง แสดงว่าน้ำเสียมีศักยภาพในการบำบัดด้วยกระบวนการทางชีวภาพได้ดี ดังนั้นการติดตาม และเปรียบเทียบค่า BOD และ COD ก่อน และหลังการบำบัดจึงมีความสำคัญต่อการควบคุม ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ประสิทธิภาพการกำจัด BOD และ COD

ลดปริมาณสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสีย ด้วยถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ประสิทธิภาพการกำจัดค่า BOD และ COD จึงเป็นดัชนีหลักที่ใช้ประเมินความสามารถของระบบในการบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากค่าทั้งสองสะท้อนถึงปริมาณสารอินทรีย์ที่ต้องถูกกำจัดผ่านกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพดังกล่าวช่วยแสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมของการออกแบบ การควบคุมสภาวะการทำงาน และเสถียรภาพโดยรวมของระบบบำบัดน้ำเสีย

ภาพรวมของประสิทธิภาพการบำบัด

การประเมินประสิทธิภาพการกำจัด BOD และ COD มักพิจารณาจากการเปรียบเทียบค่าความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำเสียก่อนและหลังผ่านระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถของระบบในการลดความสกปรกของน้ำเสียได้อย่างชัดเจน  

ประสิทธิภาพการกำจัด BOD ในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนจะทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ส่งผลให้ค่า BOD ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้การออกแบบและควบคุมระบบที่เหมาะสม โดยทั่วไปสามารถกำจัดค่า BOD ได้ประมาณร้อยละ 85–95 ทั้งนี้ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำเสียขาเข้า ระยะเวลาการกักเก็บน้ำเสีย และการควบคุมปริมาณออกซิเจนละลายน้ำภายในระบบ

ประสิทธิภาพการกำจัด COD ในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ค่า COD เป็นตัวชี้วัดปริมาณสารอินทรีย์ทั้งหมดในน้ำเสีย รวมถึงสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ยากหรือไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ดังนั้นประสิทธิภาพการกำจัด COD ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศจึงมักต่ำกว่าการกำจัดค่า BOD อย่างไรก็ตาม หากมีการออกแบบและควบคุมสภาวะการทำงานของระบบอย่างเหมาะสม เช่น การเติมอากาศอย่างเพียงพอ การรักษาระดับออกซิเจนละลายน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม และการผสมที่มีประสิทธิภาพ ระบบสามารถลดค่า COD ได้ประมาณร้อยละ 70–90 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำเสียขาเข้า และเสถียรภาพของกระบวนการบำบัด

ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการกำจัด

ประสิทธิภาพการกำจัดค่า BOD และ COD ในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ความเข้มข้นของจุลินทรีย์ ค่า pH อุณหภูมิ และการควบคุมตะกอนชีวภาพ ปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อกิจกรรมและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ หากสามารถควบคุมให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม จะช่วยให้ระบบบำบัดทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสียได้อย่างสูงสุด

ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบำบัด

ประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียในระบบถังบำบัดแบบเติมอากาศ (Aeration System) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางชีวภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพหลายประการ การควบคุมปัจจัยเหล่านี้ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกำจัดสารอินทรีย์ ลดค่า BOD และ COD รวมถึงช่วยให้ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ

ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen: DO)

ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) เป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ เนื่องจากจุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ซึ่งช่วยลดค่า BOD และ COD หากค่า DO ต่ำเกินไป จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดได้ไม่สมบูรณ์และประสิทธิภาพการบำบัดลดลง

โดยทั่วไปควรควบคุมค่า DO ในถังเติมอากาศให้อยู่ประมาณ 2–4 mg/L เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานได้อย่างเสถียร

ระยะเวลาการกักเก็บน้ำเสีย (Hydraulic Retention Time: HRT)

ระยะเวลาการกักเก็บน้ำเสีย หรือ Hydraulic Retention Time (HRT) เป็นระยะเวลาที่น้ำเสียอยู่ภายในถังบำบัด ซึ่งมีผลต่อโอกาสที่จุลินทรีย์จะสัมผัสและย่อยสลายสารอินทรีย์ หากระยะเวลาสั้นเกินไป การบำบัดอาจไม่สมบูรณ์ แต่หากยาวเกินไปอาจทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและพื้นที่ในการดำเนินระบบ

ความเข้มข้นของจุลินทรีย์และตะกอนชีวภาพ

การย่อยสลายสารอินทรีย์ในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ความเข้มข้นของจุลินทรีย์ในถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศมีบทบาทสำคัญต่ออัตราการย่อยสลายสารอินทรีย์ เนื่องจากจุลินทรีย์เป็นตัวหลักในการเปลี่ยนสารอินทรีย์ในน้ำเสียให้กลายเป็นสารที่มีความเสถียรมากขึ้น หากมีปริมาณจุลินทรีย์น้อยเกินไป การบำบัดน้ำเสียจะเกิดขึ้นได้ช้าและมีประสิทธิภาพต่ำ

ในทางกลับกัน หากความเข้มข้นของจุลินทรีย์สูงเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาการตกตะกอนภายในถัง และส่งผลต่อการถ่ายเทออกซิเจนในระบบ ดังนั้นการควบคุมปริมาณตะกอนชีวภาพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการบำบัดน้ำเสียทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH)

ค่าพีเอชของน้ำเสียมีผลต่อการเจริญเติบโตและกิจกรรมของจุลินทรีย์ โดยทั่วไปจุลินทรีย์ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศสามารถทำงานได้ดีในช่วง pH ประมาณ 6.5–8.5 หากค่า pH อยู่นอกช่วงดังกล่าว อาจทำให้ประสิทธิภาพการบำบัดลดลงหรือจุลินทรีย์ตายได้

ค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ของน้ำเสียมีผลต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของจุลินทรีย์ในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ โดยทั่วไปจุลินทรีย์จะทำงานได้ดีในช่วงค่า pH ประมาณ 6.5–8.5 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์

หากค่า pH ต่ำหรือสูงเกินไป อาจส่งผลให้จุลินทรีย์ทำงานได้ลดลง หรือในบางกรณีอาจทำให้จุลินทรีย์ตาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียลดลงได้

อุณหภูมิของน้ำเสีย

อุณหภูมิของน้ำเสียเป็นปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาทางชีวภาพ ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการทำงานและการย่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์ให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในทางกลับกัน หากอุณหภูมิต่ำหรือสูงเกินไป อาจทำให้กิจกรรมของจุลินทรีย์ลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการกำจัดค่า BOD และ COD ของระบบบำบัดน้ำเสียลดลง

คุณภาพน้ำเสียขาเข้า

ขีดความสามารถของถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ลักษณะและความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำเสียขาเข้ามีผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ หากน้ำเสียมีความเข้มข้นของสารอินทรีย์สูงเกินกว่าที่ระบบถูกออกแบบไว้ อาจทำให้ถังบำบัดทำงานเกินขีดความสามารถ และลดประสิทธิภาพการบำบัดลง

ผลการบำบัดน้ำเสียในระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศเป็นกระบวนการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสีย โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ส่งผลให้ค่า BOD และ COD ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการศึกษา พบว่าระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศสามารถกำจัดค่า BOD ได้ในระดับสูง และสามารถลดค่า COD ได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ประสิทธิภาพการบำบัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ ระยะเวลาการกักเก็บน้ำเสีย ความเข้มข้นของจุลินทรีย์ ค่า pH อุณหภูมิ และคุณภาพของน้ำเสียขาเข้า หากมีการควบคุมและปรับสภาวะการทำงานของระบบให้เหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

ดังนั้น การเลือกใช้และบริหารจัดการระบบถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการจัดการน้ำเสียอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียของชุมชน  และภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากสนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อ GREENPAC ผู้ผลิตและจำหน่ายถังบำบัดน้ำเสีย และถังเก็บน้ำภายใต้แบรนด์ GREENPAC และ PCS พร้อมดีไซน์ล้ำสมัย ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญให้บริการติดตั้งและดูแลหลังการขาย เพื่อให้ระบบบำบัดน้ำเสียของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ

ถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศเป็นระบบบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพที่ใช้จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสีย ภายในระบบจะมีการเติมอากาศลงในถังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำและช่วยให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการดังกล่าวช่วยลดค่าความสกปรกของน้ำเสีย เช่น BOD และ COD ทำให้น้ำที่ผ่านการบำบัดมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมหรือเข้าสู่ขั้นตอนการบำบัดในลำดับถัดไป

โดยทั่วไปถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศสามารถกำจัดค่า BOD ได้ประมาณ 85–95% เนื่องจากค่า BOD เป็นตัวชี้วัดปริมาณสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จุลินทรีย์ในระบบจึงสามารถย่อยสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับค่า COD ซึ่งรวมถึงสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ยากกว่าทางชีวภาพ ระบบมักสามารถกำจัดได้ประมาณ 70–90% อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการบำบัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของน้ำเสียขาเข้า การออกแบบระบบ และการควบคุมสภาวะการทำงานของถังบำบัดน้ำเสียให้เหมาะสม

การเติมอากาศมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ เนื่องจากออกซิเจนละลายน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ หากไม่มีการเติมอากาศหรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอ จุลินทรีย์จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ไม่สมบูรณ์ และทำให้ประสิทธิภาพการกำจัด BOD และ COD ลดลงอย่างชัดเจน

ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ควรถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำงานของจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ โดยทั่วไปค่า DO ที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ 2–4 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ซึ่งเป็นช่วงที่จุลินทรีย์สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากค่า DO ต่ำเกินไป กระบวนการบำบัดน้ำเสียจะทำงานได้ช้าลง แต่หากสูงเกินไปอาจทำให้เกิดการใช้พลังงานในการเติมอากาศมากเกินความจำเป็น ดังนั้นการควบคุมค่า DO ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมจึงช่วยทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและลดต้นทุนการดำเนินงานของระบบ

ถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศใช้จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยมีการเติมอากาศลงในถังเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ ทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับน้ำเสียที่มีความเข้มข้นของสารอินทรีย์ปานกลางถึงสูง

ในขณะที่ถังบำบัดแบบไม่เติมอากาศใช้จุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่าเนื่องจากไม่ต้องเติมอากาศ แต่กระบวนการบำบัดจะเกิดขึ้นช้ากว่า และอาจมีโอกาสเกิดกลิ่นรบกวนได้ง่ายกว่า

บทความล่าสุดของเรา